"ฝ้า ยิงเลเซอร์ครั้งเดียวแล้วจะหายเกลี้ยงเลยไหมคะ?"
"ทาครีมไวท์เทนนิ่งอย่างขยันแล้ว ทำไมยังเหมือนเดิมคะ?"
นี่คือเรื่องแรก ๆ ที่ผู้ที่กำลังหาข้อมูลเรื่องฝ้ามักถามกันครับ
สวัสดีครับ ผู้อำนวยการ Kwon Si-jin ที่กำลังเตรียมเปิดคลินิกที่เมียงดง ^^
เรากำลังเตรียมเปิดที่เมียงดงเร็ว ๆ นี้ และก่อนเปิดทำการ มีหลายท่านที่กำลังกังวลเรื่องฝ้ากันมาก เราจึงขอสรุปไว้ให้ก่อนในเชิงให้ข้อมูลนะครับ
หากทำเลเซอร์โทนนิ่งอย่างขยันแล้ว แต่ฝ้าก็ยังไม่ยอมจางลงจนอึดอัดใจ เราเข้าใจความรู้สึกนั้นดีครับ
จริง ๆ แล้วฝ้าเป็นโรคเม็ดสีที่มีสาเหตุซ้อนกันหลายชั้น ไม่ใช่สาเหตุเดียว การพึ่งโทนนิ่งอย่างเดียวจึงมักจางไม่ได้ดังหวังครับ ขอบอกตามตรงไม่ปิดบังครับ
ฝ้าเป็นโรคผิวหนังจากเม็ดสีที่เมลานินสะสมมากเกินครับ
ฝ้าคือโรคผิวหนังจากเม็ดสีที่เม็ดสีเมลานินในผิวถูกสร้างขึ้นมากเกินความจำเป็น แล้วเกิดการสะสมในบริเวณจำเพาะครับ
ก่อนอื่นขอชี้ก่อนว่าฝ้าคืออะไรนะครับ
มักปรากฏเป็นสีน้ำตาลอ่อนกระจายคล้ายกันทั้งสองข้างในบริเวณที่โดนแดดบ่อย เช่น โหนกแก้ม หน้าผาก หรือแก้มครับ
หากมองว่าไม่ใช่แค่จุดด่างดำจุดหนึ่ง แต่เป็นผลจากเซลล์ที่สร้างเม็ดสีถูกกระตุ้นจนทำงานมากขึ้น ก็จะเข้าใจง่ายขึ้นครับ
สาเหตุไม่ใช่อย่างเดียว แต่ซ้อนทับกันอยู่ครับ
เหตุผลที่ฝ้าจัดการยากก็เพราะสาเหตุไม่ได้ลงตัวที่อย่างใดอย่างหนึ่งครับ
อิทธิพลที่ใหญ่ที่สุดคือรังสียูวีครับ เมื่อผิวสัมผัสรังสียูวี เซลล์ที่สร้างเมลานินจะถูกกระตุ้นและสร้างเม็ดสีมากขึ้นครับ
ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอย่างการตั้งครรภ์หรือวัยหมดประจำเดือน ความร้อนสูงและการเสียดสีบ่อย ไปจนถึงสภาพผิวที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ก็ล้วนพัวพันกันอยู่หลายปัจจัยครับ
ด้วยเหตุนี้ แม้จะดูแลแบบเดียวกัน ความเร็วในการดำเนินหรือระดับที่จางลงก็ปรากฏต่างกันในแต่ละคนครับ (แตกต่างกันไปตามแต่ละกรณีครับ)
ใกล้เคียง 'การดูแล' มากกว่า 'การลบให้หมดในครั้งเดียว'
พูดให้ตรงคือ ฝ้าไม่ใช่โรคที่หายสะอาดในครั้งเดียวแล้วจบ แต่ใกล้เคียงกับโรคเม็ดสีที่ต้องคงให้จางไว้และดูแลอย่างสม่ำเสมอครับ
กรณีที่เม็ดสีไม่ได้อยู่แค่ชั้นหนังกำพร้าแต่ครอบไปถึงชั้นหนังแท้ที่ลึก ต้องเข้าหาอย่างช้ากว่าและระมัดระวังกว่าครับ
เพราะจางลงแล้วก็อาจเข้มขึ้นอีกตามแสงแดดหรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอยู่บ่อย ๆ ในทางการแพทย์จึงมองว่าคำว่า 'การดูแล' แม่นยำกว่า 'การลบให้หมดในครั้งเดียว' ครับ
แทนที่จะคาดหวังว่า "จบในครั้งเดียว" มองเป็นกระบวนการที่คงสภาพจางไว้ให้ได้นานจะสบายใจกว่ามากครับ
เม็ดสีคือการค่อย ๆ ลดให้จางลงทีละขั้นครับ
ทิศทางที่ใช้บ่อยในการจัดการฝ้าคือการเข้าหาที่ค่อย ๆ ลดเม็ดสีที่สะสมให้จางลงทีละขั้น ไม่ใช่การลบออกในครั้งเดียวครับ
เป็นวิธีที่ใช้พลังงานแสงละเอียดอย่างเลเซอร์โทนนิ่งหรือพิโค แตกเม็ดสีให้เล็กลง แล้วค่อย ๆ จัดโทนให้เข้าที่โดยแบ่งเป็นหลายครั้งครับ
ในตอนนี้ หากฝืนให้พลังงานแรงในครั้งเดียว ผิวอาจถูกกระตุ้นจนเม็ดสีเข้มขึ้นกว่าเดิม เป็นผลย้อนกลับได้ครับ
ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะรีบให้จบด้วยความแรงสูง การรักษาความแรงและระยะห่างที่เหมาะสมแล้วค่อย ๆ ดำเนินไปทีละขั้น จึงปลอดภัยและสมเหตุสมผลกว่าครับ
สิ่งที่ทำให้เข้มขึ้น
ฝ้าไวต่อการกระตุ้น และในชีวิตประจำวันมีตัวกระตุ้นให้เข้มขึ้นมากกว่าที่คิดครับ
- แสงแดดถูกพูดถึงว่าเป็นปัจจัยใหญ่ที่สุด และยังมีต่อเนื่องแม้ในวันที่ฟ้าครึ้มครับ
- ความร้อนมีการกล่าวถึงสถานการณ์ที่โดนความร้อนนาน เช่น ซาวน่าหรือสภาพแวดล้อมการทำอาหารที่ร้อนครับ
- การเสียดสีการล้างหน้าหรือผลัดเซลล์ผิวโดยถูแรงเป็นการกระตุ้นครับ
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมีการกล่าวถึงความเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์และยาบางชนิดครับ
ดังนั้นการเข้าหาฝ้าด้วยหัตถการอย่างเดียวจะยังเหลือความรู้สึกไม่เต็มอิ่มครับ การชะลอความเร็วที่เม็ดสีถูกสร้างใหม่ เปลี่ยนผลลัพธ์ได้มากกว่าความเร็วในการลบครับ
เหตุผลที่แม้ทำหัตถการเดียวกันจำนวนครั้งเท่ากันแล้วผลลัพธ์ยังแยกกัน มักอยู่ตรงนี้ครับ การปรึกษาซึ่งทบทวนร่วมกันว่าไม่กี่เดือนที่ผ่านมาใช้ชีวิตอย่างไร มีประโยชน์จริงกว่าการขอเพิ่มจำนวนครั้งครับ
ท่านเหล่านี้ควรตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้งนะครับ
การจัดการฝ้าไม่ใช่สิ่งที่แนะนำได้เหมือนกันในทุกสถานการณ์ครับ
หากกำลังรับประทานยาที่ทำให้ไวต่อแสง อาจตอบสนองต่อแสงอย่างไวขึ้น จึงควรแจ้งยาที่รับประทานอยู่ก่อนครับ
หากกำลังตั้งครรภ์ หรือในบริเวณที่จะทำมีการอักเสบหรือบาดแผล ควรเลื่อนเวลาออกไปและตรวจสอบสภาพก่อนแล้วค่อยกำหนดว่าจะทำหรือไม่จะปลอดภัยกว่าครับ
เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าจะทำการดูแลแบบไหน การป้องกันรังสียูวีคือพื้นฐานที่สุดครับ หากละเลยการป้องกัน โทนที่อุตส่าห์ทำให้จางก็จะกลับมาได้ในเวลาอันสั้นครับ
ไม่กี่วันหลังหัตถการเป็นแบบนี้ครับ
- วันที่ทำอาจแดงชั่วคราวหรือรู้สึกร้อน โดยทั่วไปจะสงบลงภายในวันนั้นครับ
- 2-3 วันอาจเกิดขุยละเอียด อธิบายว่าเป็นกระบวนการที่ผิวจัดระเบียบตัวเองครับ
- 1-2 สัปดาห์เป็นช่วงที่เม็ดสีดูเข้มขึ้นชั่วคราวแล้วจางลงครับ
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดตรงนี้คือ การแกะขุย ครับ ถ้าแกะออกจะเหลือรอยได้ง่ายครับ
และหากพลาดการป้องกันแสงแดดในช่วงนี้ เม็ดสีอาจกลับขึ้นมาที่จุดที่อุตส่าห์ทำให้จางลงได้ครับ บางกรณีไม่กี่สัปดาห์นี้กำหนดผลลัพธ์มากกว่าหัตถการเสียอีกครับ
อย่างไรก็ตาม หากรอยแดงรุนแรงต่อเนื่องเกินสามวัน มีตุ่มน้ำ หรือความเจ็บรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อย่ารอครับ กรุณาติดต่อที่ที่ทำหัตถการครับ
- ไม่ใช่ ภาวะที่กำจัดได้ในครั้งเดียว
- การป้องกันแสงแดด คือพื้นฐาน
- ค่อย ๆ ดูแลให้ จางลงเป็นขั้นตอน
คำถามที่พบบ่อย
Q. ฝ้า หายในครั้งเดียวไม่ได้จริง ๆ หรือคะ?
A. ฝ้าใกล้เคียงกับโรคผิวหนังจากเม็ดสีที่ค่อย ๆ ลดเม็ดสีให้จางลงทีละขั้นและคงสภาพนั้นไว้ มากกว่าจะเป็นโรคที่หายเกลี้ยงและจบด้วยหัตถการครั้งเดียวครับ เนื่องจากเม็ดสีเมลานินหลายกรณีไม่ได้อยู่แค่ชั้นหนังกำพร้าแต่ครอบไปถึงชั้นหนังแท้ที่ลึก จึงเป็นแนวทางที่แบ่งทำหลายครั้งโดยเว้นระยะห่างครับ ในทางการแพทย์จึงมองว่าคำว่า 'การดูแล' แม่นยำกว่า 'การลบให้หมดในครั้งเดียว' ครับ เพราะจางลงแล้วก็อาจเข้มขึ้นอีกตามแสงแดดหรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หลายท่านจึงดูแลต่อเนื่องเพื่อคงโทนที่จางไว้ให้นานครับ ระดับและความเร็วในการจางลงต่างกันตามความลึกของเม็ดสีและสภาพผิว จึงขอให้เผื่อใจไว้ว่ามีความแตกต่างระหว่างบุคคลครับ
Q. แค่ทาครีมไวท์เทนนิ่งอย่างสม่ำเสมอ ฝ้าจะจางลงไหมคะ?
A. ครีมอาจช่วยจัดโทนพื้นผิวและลดความแห้งได้ แต่การทำให้เม็ดสีที่ฝังไปถึงชั้นหนังแท้จางลงอย่างเพียงพอด้วยครีมเพียงอย่างเดียวนั้นทำได้ยากครับ เพียงแต่ครีมกันแดดเป็นเรื่องที่ต่างออกไปสักหน่อยครับ การป้องกันอย่างสม่ำเสมอช่วยลดเม็ดสีที่จะสร้างขึ้นใหม่ได้มากครับ ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะพยายามแก้ด้วยครีมเพียงอย่างเดียว การวางการป้องกันรังสียูวีเป็นพื้นฐานแล้วดูการดูแลที่เหมาะกับสภาพไปด้วย จึงเป็นจริงกว่าครับ ผลลัพธ์หรือระดับที่จางลงมีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคลครับ
Q. ยิ่งความแรงของหัตถการสูง ยิ่งจางเร็วไหมคะ?
A. การที่ความแรงสูงไม่ได้แปลว่าจะจางเร็วขึ้นและเกลี้ยงขึ้นครับ หากฝืนให้พลังงานแรงในครั้งเดียว ผิวอาจถูกกระตุ้นจนเม็ดสีเข้มขึ้นกว่าเดิมหรือเกิดเป็นรอย เป็นผลย้อนกลับได้ครับ ด้วยเหตุนี้ ในการจัดการเม็ดสี แทนที่จะรีบให้จบด้วยความแรงสูง การรักษาความแรงและระยะห่างที่เหมาะสมแล้วค่อย ๆ จัดโทนโดยแบ่งเป็นหลายครั้ง จึงปลอดภัยกว่าครับ เนื่องจากความแรงและระยะห่างที่จำเป็นแตกต่างกันไปตามความลึกของเม็ดสีและสภาพผิว แทนที่จะฟันธงตั้งแต่แรก การปรับร่วมกันโดยดูจากผลการดำเนินไป จึงสมเหตุสมผลกว่าครับ
Q. ทำไมโทนนิ่งอย่างเดียวจึงไม่พอคะ
A. ฝ้าอธิบายว่าไม่ใช่ปัญหาของเม็ดสีอย่างเดียว แต่พันกับสภาพหลอดเลือดและเกราะป้องกันผิวด้วยครับ ถ้ามุ่งเป้าแต่เม็ดสี ก็จัดการได้เพียงส่วนหนึ่งของสาเหตุ จางลงแล้วจึงกลับขึ้นมาได้ง่ายครับ
Q. ใช้เลเซอร์ที่แรงกว่าจะหายเร็วกว่าไหมคะ
A. กับฝ้ามักกลับกันครับ การกระตุ้นที่แรงอาจย้อนกลับมาเรียกเม็ดสี จึงจัดการแบบเดียวกับเม็ดสีชนิดอื่นได้ยากครับ
Q. ใช้ยาทาร่วมด้วยไหมคะ
A. มีกรณีที่วางแผนร่วมกับหัตถการครับ แต่บางส่วนประกอบอาจระคายเคือง ในช่วงที่ทับกับตารางหัตถการ จึงตัดสินเรื่องการใช้ในการปรึกษาจะปลอดภัยกว่าครับ
รักษาให้จางไว้ ไม่ใช่ลบทิ้ง
ถ้าจะนำกลับไปเพียงอย่างเดียว ขอให้เป็นประโยคนี้ครับ
ฝ้าไม่ใช่โรคที่ 'ลบออกในครั้งเดียว' แต่เป็นโรคผิวหนังจากเม็ดสีที่ค่อย ๆ จัดการเม็ดสีให้จางลงทีละขั้น โดยมีการป้องกันรังสียูวีเป็นพื้นฐานครับ
คำถามแรกสุดนั้น ตอบได้แล้วหรือยังครับ
หากทำโทนนิ่งซ้ำ ๆ แล้วก็ยังไม่ยอมจางลงจนอึดอัดใจ เนื่องจากเป็นโรคผิวหนังจากเม็ดสีที่มีสาเหตุหลายชั้น การมองในทิศทางที่วางการป้องกันรังสียูวีเป็นพื้นฐานแล้วจัดการทีละขั้นก็ดีครับ เพียงแต่ขอให้จำไว้ว่าระดับและความเร็วในการจางลงมีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคลครับ
DA Clinic สาขาเมียงดง กำลังจะเปิดเร็ว ๆ นี้ครับ ข่าวการเปิดทำการและข้อมูลการรักษา เราจะแจ้งให้ทราบก่อนผ่านบล็อกและอินสตาแกรมนะครับ ^^
ขอบคุณที่อยู่กับเราจนจบครับ ผู้อำนวยการ Kwon Si-jin แห่ง DA Clinic สาขาเมียงดง ครับ
บทความนี้เป็นบทความให้ข้อมูลเพื่อนำเสนอข้อมูลทางการแพทย์ทั่วไป ผลลัพธ์และผลข้างเคียงของหัตถการอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล DA Clinic สาขาเมียงดง กำลังจะเปิดทำการ (พ.ร.บ.การแพทย์ มาตรา 56)
